น้ำผึ้ง สรรพคุณและประโยชน์ในการรักษาโรค ให้ความงามเปล่งประกายยิ่งขึ้น

น้ำผึ้ง ผลผลิตจากน้ำหวานของเกสรดอกไม้ที่ผึ้งเก็บมาสะสมไว้ น้ำผึ้ง สรรพคุณช่วยทั้งเรื่องรักษาโรค ส่งเสริมและป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลายชนิด ประโยชน์น้ำผึ้งที่ทุกคนควรรับประทานบ่อยครั้ง

ประโยชน์น้ำผึ้ง ที่ใช้ได้ทั้งรักษาโรคต่าง ๆ และความสวยความงาม

น้ำผึ้ง” (Honey) คือผลิตผลจากผึ้งที่ได้นำน้ำหวานของเกสรดอกไม้มาเก็บสะสมไว้ภายในรังผึ้ง มีรสชาติหวานที่แตกต่างจากน้ำตาลทั่วไป เนื้อสัมผัสมีความเหนียวข้นแต่มีสีเหลืองใสไปจนถึงสีเหลืองใสแกมน้ำตาล สามารถนำมาปรุงอาหารและใช้รักษาโรคทั้งภายนอกและภายในได้ กล่าวได้ว่า น้ำผึ้งสรรพคุณทางยาสูงเนื่องจากมีส่วนประกอบของกรดชนิดต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ กรดกลูโคนิก วิตามินชนิดไรโบฟลาวิน ไนอะซิน เอนไซม์ นอกจากนั้นยังมีแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น แมกนีเซียม แคลเซีสม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เป็นต้น ซึ่งมีอยู่ร้อยละ 0.5 ของน้ำผึ้ง นั่นทำให้น้ำผึ้งมีรสชาติเปรี้ยวนิด ๆ และประกอบด้วยน้ำ ร้อยละ 20 รวมถึง น้ำตาลชนิดต่าง ๆ อีกร้อยละ 79 เช่น กลูโคส ลีวูโลส และฟรุกโตส ที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย ซึ่งน้ำผึ้งที่มีสีเข้มจะมีปริมาณแร่ธาตุที่สูงกว่าน้ำผึ้งสีอ่อน โดยน้ำผึ้ง 100 กรัม จะให้พลังงานทั้งหมด 303 แคลอรี่ สำหรับประโยชน์น้ำผึ้งที่เด่นชัด ได้แก่ ช่วยสมานแผลและฆ่าเชื้อแบคทีเรียทำให้แผลไม่เกิดการอักเสบ ทำให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น ช่วยลดไขมัน บำรุงสายตา ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล จึงทำให้น้ำผึ้งเป็นหนึ่งในส่วนผสมหลักของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและอาหารเสริมที่มีจำหน่ายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 

ผู้ที่ต้องการช่วยเรื่องผิวนั้น น้ําผึ้งสรรพคุณผิวพรรณมีคู่กับสาว ๆ มาอย่างยาวนาน เพราะในน้ำผึ้งมีสารเพิ่มความชุ่มชื้น สารต้านอนุมูลอิสระ โดยนิยมนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก นอกจากนั้นยังมีการนำส่วนผสมอื่น ๆ มาช่วยเสริมสรรพคุณ เช่น น้ำนม ขมิ้น บัวบก กล้วย มะละกอ มะม่วง เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องสิวเสี้ยน ให้นำน้ำผึ้งผสมกล้วยหอมครึ่งลูกบดมาทิ้งไว้บนหน้า 10-15 นาทีแล้วล้างออก เนื่องจากคุณสมบัติอันโดดเด่นของน้ำผึ้งที่มีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรียจากสารไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ ทำให้ถูกนำไปใช้ในการรักษาโรคผิวหนังและบำรุงผิวพรรณในเรื่องความสวยความงาม แม้แต่พระนางคลีโอพัตรา แห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณในสมัยที่ยังมีพระชนม์ชีพ ผู้ซึ่งถูกกล่าวขานว่าสวยที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เคยใช้วัตถุดิบชนิดนี้ นอกจากน้ำผึ้งจะช่วยเรื่องผิวกายแล้วการรับประทานน้ำผึ้งเพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ก็เป็นที่นิยมมาอย่างช้านาน โดยหลายคนสงสัยว่าการรับประทานน้ำผึ้งอ้วนไหม? แน่นอนว่าน้ำผึ้งมีส่วนประกอบของน้ำตาลในปริมาณที่สูงมาก เนื่องจากมีส่วนประกอบหลัก คือ ฟรุกโตสที่ให้ความหวาน หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยลดความเหนื่อยล้า เพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย บรรเทาอาการเจ็บคอ ดังนั้นหากรับประทานน้ำผึ้งในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ไม่ได้เป็นการช่วยลดน้ำหนักแต่อย่างใด ดังนั้นความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าน้ำผึ้งลดความอ้วนได้นั้นไม่เป็นความจริง

น้ำผึ้ง สรรพคุณเด็ดที่รวมอยู่ในตัวเดียวกัน ทั้งน้ำผึ้งเก่าและใหม่

โดยในปัจจุบันมีการศึกษาและวิจัยพบว่า ประโยชน์น้ำผึ้งนั้นมีจำนวนมาก และมีประวัติการใช้น้ำผึ้งตั้งแต่อดีตมาอย่างยาวนาน โดยน้ำผึ้งสรรพคุณช่วยรักษาแผล สมานเนื้อเยื่อ บำรุงผิวพรรณให้มีน้ำมีนวล บำรุงกำลัง แก้ตรีโทษ บำรุงหัวใจ บำรุงกำหนัด แก้ไอ หอบหืด แก้อาเจียน แก้สะอึก แก้พิษ แก้กระหาย ช่วยแก้ท้องเสีย(น้ำผึ้งเก่า) และรักษาโรคพยาธิ  ส่วนใหญ่มักจะนำมาผสมกับยากวน ยาดอง ใช้เป็นกระสายยา และนำไปผสมกับวัตถุดิบอื่น ๆ เพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น น้ำผึ้งในตำรับยาไทยมีการใช้คล้ายกับทางอายุรเวท คือใช้เป็นน้ำกระสายยา ใช้แต่งรสยาและเป็นตัวยาในการรักษา อันได้แก่ ในแง่ช่วยแต่งรสยา ใช้น้ำผึ้งที่มีรสหวานฝากและร้อนเล็กน้อย เพื่อบำรุงกำลัง แก้ปวดหลัง-เอว บำรุงธาตุ นำมาทำให้แห้ง แล้วผสมกับตัวยาที่มีรสขมมากจะทำให้อร่อยขึ้น รับประทานง่ายขึ้น ในแง่ใช้เป็นน้ำกระสายยา เป็นหนึ่งในตัวที่มีฤทธิ์แรงทำให้ตัวยาดูดซึมเร็วขึ้น ทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและช่วยกระจายเลือด มีการนำน้ำผุ้งมาผสมกับยาปั้นเป็นลูกกลอน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่ไม่ควรรับประทานน้ำผึ้งเช่นกัน โดยมีการแนะนำให้ผสมกับตัวอื่น ๆ หรือรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป

สำหรับประโยชน์ของน้ำผึ้งเก่านั้นช่วยแก้ท้องเสีย (น้ำผึ้งที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป) ซึ่งนอกจากนั้นน้ําผึ้งแก้ภูมิแพ้ทางอากาศ ทำให้อาการไอ จาม คัดจมูกและเป็นหวัดน้อยลง มีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น เนื่องจากมีสารไบโอฟลาโวนอยด์(Bioflavonoids) ชนิดไรซีติน ซีลีเนียม และวิตามินซีทำงานร่วมกันจึงช่วยลดภูมิแพ้ได้ นอกจากนั้นยังช่วยรักษาโรคอื่น ๆ เช่น น้ำผึ้งเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคนี้ตามงานวิจัยบ่งชี้ว่า หากรับประทานน้ำผึ้ง(เพียงเล็กน้อย)ทุกวันส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล และน้ำหนักตัวของผู้เบาลดลงได้ แต่อย่างไรก็ตามน้ำผึ้งก็ทำให้ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดสูงขึ้นได้เช่นกัน จึงควรบริโภคอย่างระมัดระวัง สำหรับข้อควรระวังในการใช้น้ำผึ้ง ได้แก่ ผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อยและอาเจียนอยู่บ่อยครั้ง เด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบ น้ำผึ้งที่ไม่ผ่านการใช้ความร้อนฆ่าเชื้อหรือการพาสเจอร์ไรส์ เป็นต้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น